"ระย้า" ตัดสัมพันธ์ "อากู๋" ลุยตั้งบ.เก็บลิขสิทธิ์เอง

ที่มา ผู้จัดการ 360 องศา / 6 กรกฎาคม 2547

"รถไฟดนตรี" ตัดสัมพันธ์กับ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ประกาศไม่ต่อสัญญาค่าจัดเก็บลิขสิทธิ์ ระบุปมสัญญาใหม่ลดค่าตอบแทน อาจทำรายได้หด รอคลอดกฎกระทรวงบังคับบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ได้ ต้องมีจำนวน 10,000 เพลง ลั่นไม่ง้อบริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิคฯ เล็งหาพันธมิตรร่วมจัดตั้งบริษัทจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เองในอีก 2 เดือน

นายประเสริฐ พงษ์ธนานิกร ประธานกรรมการ บริษัท รถไฟดนตรี (1995) จำกัด ค่ายผลิตเพลง เพื่อชีวิต เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้มอบอำนาจการจัดเก็บลิขสิทธิ์ให้แก่บริษัท แกรมมี่ (มหาชน) จำกัด ภายใต้บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค พับลิชชิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยได้ทำสัญญาไว้ 2 ปี ขณะนี้ได้หมดสัญญาลงแล้ว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2547 และคงจะไม่ต่อสัญญาแต่ประการใด

เนื่องจากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิค พับลิชชิ่งฯ ได้ออกหนังสือเวียน เพื่อแจ้งให้ผู้ประกอบการได้ทราบ โดยมีข้อความว่า การอนุญาตให้จัดเก็บ ค่าเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าว ได้สิ้นสุดลง ในวันที่ 4 ก.ค.นี้ ดังนั้นหากผู้ประกอบการรายใด มีความประสงค์ที่จะใช้เพลงดังกล่าว ในการเผยแพร่จะต้องได้รับอนุญาต จากบริษัท รถไฟ ดนตรี (1995) จำกัด โดยตรง ซึ่งหากไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ จะต้องงดใช้เพลงดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรณีดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสับสน และได้มีผู้ประกอบการโทรศัพท์มาถาม ถึงการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่แท้จริง

นายประเสริฐ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการเจรจา เพื่อต่อสัญญาการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ใหม่ แต่เนื่องจากติดเงื่อนไข 2 ประการ ได้แก่ การที่บริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิคฯ ลดอัตราค่าจัดเก็บลิขลิทธิ์แก่ผู้ประกอบการน้อยลง โดยอ้างว่า ข้อมูลผู้ประกอบการคลาดเคลื่อน และไม่ได้มีมากเท่าที่ควร ส่งผลให้บริษัทจะมีรายได้ จากการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์น้อยลงตามไปด้วย จากที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้จากการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ไม่ถึง 10% ของรายได้รวม ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว มีผลต่อการพิจารณาต่อสัญญาจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ใหม่ มีความล่าช้าไป

ประการที่สอง ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการ เกิดความสับสนการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ค่อนข้างมาก เพราะมีค่ายเพลงเล็กๆ เป็นจำนวนมาก เรียกจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แก่ผู้ประกอบการ ส่งผลให้มีการร้องเรียน ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จนกระทั่งได้มีการตั้งเงื่อนไข ของการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ไว้ว่า บริษัทที่จะสามารถจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้ จะต้องมีผลงานเพลงประมาณ 10,000 เพลง โดยเงื่อนไขดังกล่าว กำลังจะออกเป็นกฎกระทรวง และมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ ทำให้บริษัทเอง ซึ่งปัจจุบันมีผลงานเพลงไม่ถึง 6,000 เพลง นั้นจะไม่สามารถจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้

"ทั้งสองเหตุผลให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณา เพื่อต่อสัญญานาน ขณะที่บริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิคเอง อาจคิดว่าบริษัทจะไม่ต่อแล้ว นอกจากนี้ยังมองว่า ที่ผ่านมาธุรกิจเพลงแข่งขันรุนแรง ระหว่างค่ายแกรมมี่กับอาร์.เอส. ทำให้ แกรมมี่ดึงรถไฟดนตรีเข้าไป เพื่อเติมเต็มขาธุรกิจเพลงเพื่อชีวิตที่แกรมมี่ยังไม่มี แต่ปัจจุบันการแข่งขันน้อยลงทำให้ไม่ต้องการค่ายเพลง เล็กๆ ก็เป็นได้"

นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทกำลังหาพันธมิตรค่ายเพลง เพื่อรวมขั้วจัดตั้งบริษัท ขึ้นมาจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์โดยตรงเอง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ได้ไม่เกิน 2 เดือนนี้ โดยขณะนี้กำลังรอขั้นตอน ให้มีกฎกระทรวงขึ้นมาก่อน จากนั้นจะนำบริษัทจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ไปจดทะเบียน โดยจะเป็นบริษัทที่ 4 ที่มีสิทธิ์ในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ จากเดิมที่มีบริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิคฯ ทีซีซีของบริษัทอาร์.เอส. และซองค์ กอปปี้ ไรท์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ 4 บริษัท ได้แก่ ท็อปไลน์ กรุงไทย ชัวร์ออดิโอ นพพร โปรโมชัน

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่บริษัท กำลังดำเนินเรื่องจัดตั้งบริษัทจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ บริษัทจะให้ผู้ประกอบการ สามารถใช้งานดนตรีกรรม และสิ่งบันทึกเสียงไปก่อน โดยไม่มีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จนกว่าการจัดเก็บของบริษัทจะพร้อม โดยจะไม่มีการส่งคนไปตรวจจับ

นายประเสริฐ กล่าวต่อถึงการดำเนินธุรกิจเพลงว่า บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หลังจากแนวโน้มตลาดเพลงทั่วโลกตกลง เพราะที่ผ่านมาลักษณะการทำตลาดของรถไฟดนตรี จะมีการนำผลงานเก่าของศิลปิน มาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เทียบกับค่ายอื่น จะไม่มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยทำเฉพาะช่วงโปรโมตเท่านั้น โดยที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัท จะมีรายได้จากธุรกิจงานเพลงเป็นหลักเกือบ 100% รายได้หลักมาจากงานเพลงเพื่อชีวิต 80% ขณะที่รายได้จากธุรกิจวิทยุมี 1 คลื่นเอฟเอ็ม 98.5 และธุรกิจโทรทัศน์ 3 รายการยังเป็นส่วนน้อย อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ บริษัทได้วางแผนที่จะขยายธุรกิจเพลง ในรูปแบบริงโทน ซึ่งภายใน 2 สัปดาห์ จะมีการเซ็นสัญญากับพันธมิตร ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นรายได้ให้เพิ่มขึ้น